“'I find your lack of faith disturbing.'”
| ชื่อจริง/ชื่อเต็ม | อนาคิน สกายวอล์คเกอร์ (Anakin Skywalker) |
| ถิ่นกำเนิด | Star Wars: Episode III — Revenge of the Sith (2005) · ยุค Rise of the Empire / Imperial Era |
| สังกัด/ลูกเรือ | กาแลกติกเอ็มไพร์ (Galactic Empire) / ออร์เดอร์แห่งซิธ (Sith) |
| พลัง/ความสามารถ | ฟอร์ซช้อค (Force Choke) · ฟอร์ซทรอว์ (Force Throw) · เทเลไคเนซิส · ทักษะดาบไลท์เซเบอร์ระดับสูงสุด (Form V: Djem So / Shien) · ซาเวจในฟอร์ซ (Midi-chlorian สูงที่สุดในประวัติศาสตร์เจได) |
| บทบาท | ลอร์ดซิธผู้รับใช้จักรพรรดิปาลพาทีน · ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของจักรวรรดิ · Dark Side Apprentice |
| การเติบโต | อนาคิน สกายวอล์คเกอร์เด็กชายทาสจากทาทูอีน → อัศวินเจไดผู้ยิ่งใหญ่แห่งสงครามโคลน → ตกสู่ด้านมืดด้วยความกลัวสูญเสียพาดเม → กลับมาสู่แสงสว่างก่อนสิ้นใจในซ้อมรบกับจักรพรรดิ |
| ท่าประจำ | ไลท์เซเบอร์สีแดง (สองมือ ใบดาบเดี่ยว) · ชุดเกราะดำไซบอร์กสมบูรณ์ + หมวกกันน็อค life-support · TIE Advanced x1 (ยานประจำตัว) |
ดาร์ธ เวเดอร์ คือตัวละครที่ชื่อเกิดมาจากความน่าสะพรึงกลัวที่สุดในจักรวาล Star Wars ชื่อ 'เวเดอร์' มาจากภาษาดัตช์แปลว่า 'บิดา' ซึ่งเป็นการใบ้เฉลยตั้งแต่ต้นที่ George Lucas ซ่อนไว้
ตัวตนที่แท้จริงคืออนาคิน สกายวอล์คเกอร์ เด็กชายที่เกิดจากแม่ชื่อชมี สกายวอล์คเกอร์บนดาวทาทูอีน โดยไม่มีพ่อทางชีววิทยา — ซึ่งหลายคนตีความว่าเขาถือกำเนิดจากฟอร์ซโดยตรง มิดิโคลเรียนในร่างกายของเขาสูงกว่าเจไดหรือซิธทุกคนที่เคยถูกบันทึกไว้ รวมถึงมาสเตอร์โยดาด้วย
ไควไก-จินค้นพบอนาคินขณะอายุ 9 ขวบและเชื่อมั่นว่าเขาคือ 'ผู้ที่ถูกทำนาย' หรือ Chosen One ผู้จะนำสมดุลกลับสู่ฟอร์ซ แม้สภาเจไดจะลังเลรับเขาเข้าฝึก แต่สุดท้าย โอบีวัน เคโนบีผู้ที่สัญญาไว้กับไควไก-จินก็ได้รับหน้าที่ฝึกสอนอนาคิน
ช่วงสงครามโคลน อนาคินกลายเป็นอัศวินเจไดที่ทรงพลังและโด่งดังที่สุดคนหนึ่ง ได้รับฉายา 'The Hero with No Fear' เขาแต่งงานลับๆ กับปาดเม อมิดาลา วุฒิสมาชิกจากนาบู ความกลัวสูญเสียเธอ (หลังฝันเห็นเธอเสียชีวิตตอนคลอดบุตร) ทำให้เขาเปราะบางต่อการล่อลวงของแพลพาทีนซึ่งแอบเป็นซิธลอร์ดที่ซ่อนตัวอยู่นาน อนาคินยอมทอดทิ้งเจไดออร์เดอร์ เข้าร่วมด้านมืด และได้รับชื่อ 'ดาร์ธ เวเดอร์' ในคืนที่เขาสังหารเจไดหลายร้อยชีวิตที่เมืองคอรูสซันต์และเด็กๆ ที่ออร์เดอร์ 66 คืบคลาน
หลังจากการต่อสู้บนมุสตาฟาร์ที่อนาคินพ่ายต่อโอบีวันและร่างกายถูกไฟลาวาเผาจนแทบหมด จักรพรรดิปาลพาทีนจึงแปลงร่างเขาเป็นไซบอร์กสวมชุดเกราะดำพร้อมระบบหายใจเทียม เสียงลมหายใจอันเป็นเอกลักษณ์จากชุดนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของจักรวาล Star Wars
ใน Star Wars: Episode IV — A New Hope ดาร์ธ เวเดอร์ปรากฏตัวในฐานะผู้บัญชาการทหารของจักรวรรดิ ล่าแบบปลินท์ไดอาน่า ออร์กานาและแผนผังสถานีอวกาศ Death Star เขาประหารโอบีวัน เคโนบีบนฐาน Death Star ซึ่งโอบีวันสมัครใจยอมให้ตายเพื่อกลายเป็นหนึ่งเดียวกับฟอร์ซ
ใน Episode V — The Empire Strikes Back เขาเปิดเผยความจริงสูงสุดแก่ลุค สกายวอล์คเกอร์ว่า 'ข้าคือบิดาของเจ้า' และชักชวนให้ลุครวมพลังครองจักรวรรดิด้วยกัน ลุคปฏิเสธและกระโดดลงหลุม
จุดพลิกผันสูงสุดคือใน Episode VI — Return of the Jedi เมื่อจักรพรรดิทรมานลุคต่อหน้าเวเดอร์ ความรักของบิดาที่ยังคงอยู่ลึกๆ ในใจอนาคินปะทุขึ้น เขาจับจักรพรรดิโยนลงหลุมพลังงาน ยอมรับบาดแผลร้ายแรง และสิ้นใจในอ้อมแขนของลุค กลับคืนสู่แสงสว่างก่อนจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกับฟอร์ซ — ทำให้คำทำนายของ Chosen One สำเร็จ
ดาร์ธ เวเดอร์ถือเป็นผู้ใช้ฟอร์ซที่ทรงพลังที่สุดคนหนึ่งตลอดประวัติศาสตร์จักรวาล Star Wars
ทักษะไลท์เซเบอร์ของเขาอยู่ในระดับ Form V ซึ่งแบ่งเป็น Djem So (รับและสวนรุก) และ Shien (ป้องกันระยะไกล) เป็นรูปแบบที่ต้องใช้พลังกายและพลังฟอร์ซสูงมาก เหมาะกับร่างกายไซบอร์กขนาดใหญ่ของเขา เขาสามารถดวลกับมาสเตอร์โยดาและอาจกล่าวได้ว่าเกือบทัดเทียมด้านฟอร์ซ
Fforce Choke คือเทคนิคซิกเนเจอร์ที่เขาใช้บ่อยที่สุด บีบคอศัตรูจากระยะไกลด้วยฟอร์ซโดยไม่ต้องสัมผัส ในซีรีส์ Obi-Wan Kenobi (2022) มีฉากหนึ่งที่เขายกเรือบินขึ้นด้วยฟอร์ซและดึงโอบีวันออกมา ซึ่งแสดงให้เห็นระดับพลังที่ยากจะเปรียบเทียบ
นอกจากนี้เขายังมีทักษะ Force Push, Force Pull, Telekinesis ระดับสูง รวมถึงความสามารถด้านเทคโนโลยีและกลยุทธ์การรบ แม้ชุดเกราะจะจำกัดความสามารถบางส่วน (โดยเฉพาะฝนฟ้าและ Force Lightning จะทำให้ชุดเสียหาย) แต่เขาก็ยังคงเป็นนักรบที่น่าเกรงขามสูงสุด
ไลท์เซเบอร์สีแดงของดาร์ธ เวเดอร์ใช้คริสตัล Kyber ที่ถูก 'บิด' (Bend) ให้เปลี่ยนสีด้วยพลังด้านมืด กระบวนการนี้เรียกว่า 'Bleeding the Crystal' ด้ามดาบออกแบบสำหรับการจับสองมือ สามารถรับมือกับแรงกระแทกสูงได้ดี เหมาะกับสไตล์ Djem So ของเขา
ยานประจำตัวของเวเดอร์คือ TIE Advanced x1 เป็นยาน TIE Fighter รุ่นทดลองที่อัปเกรดเต็มพิกัด มีปีกโค้งเฉพาะตัว ระบบ Hyperdrive ในตัว (ซึ่ง TIE ทั่วไปไม่มี) โล่กำบังพลังงาน และปืนใหญ่เลเซอร์ที่ทรงพลังกว่าปกติ เวเดอร์บินยานนี้ในยุทธการ Battle of Yavin ใน Episode IV โดยเขาเกือบสังหารลุค สกายวอล์คเกอร์ได้ก่อนที่ฮาน โซโลในมิลเลเนียม ฟัลคอนจะขัดขวางในนาทีสุดท้าย
ชุดเกราะดำไซบอร์กของเขาถือเป็น 'อาวุธ' ในตัวเองด้วย — ชุดนี้ผลิตโดยจักรวรรดิและมีระบบ Life Support ที่ซับซ้อน ทนทานต่อการยิงเลเซอร์ระดับหนึ่ง และเสริมพลังกายเหมือนชุดเกราะพลังงาน แต่มีจุดอ่อนคือระบบไฟฟ้าอ่อนแอ
ฉากที่น่าจดจำที่สุดของดาร์ธ เวเดอร์มีหลายฉากซึ่งกลายเป็นวัฒนธรรมป๊อปสากล
การปรากฏตัวครั้งแรกใน Episode IV ปีค.ศ.1977 ที่เขาเดินเข้ามาพร้อมเสียงหายใจและดนตรี Imperial March ของ John Williams ทำให้คนดูทั่วโลกรู้ทันทีว่านี่คือผู้ร้าย — ฉากนี้ถูกจัดอันดับเป็นหนึ่งในการปรากฏตัวของวิลเลนที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์
ฉาก 'I am your father' ใน Episode V ถือเป็นการเปิดเผย plot twist ที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ ที่ต้องปิดเป็นความลับจนถึงวันฉาย แม้แต่ Mark Hamill เองก็ไม่รู้ล่วงหน้า
ฉากใน Rogue One: A Star Wars Story (2016) ที่เวเดอร์บุกโจมตีกบฏในโถงสีมืด ถือเป็นฉาก action ของ Star Wars ที่ได้รับการยกย่องสูงสุดในรอบหลายสิบปี แสดงให้เห็นพลังอันน่าสะพรึงกลัวของเขาอย่างตรงไปตรงมาที่สุดเท่าที่เคยมีในซีรีส์
ซีรีส์ Obi-Wan Kenobi ปีค.ศ.2022 นำเสนอการดวลระหว่างเขากับโอบีวันอีกครั้งหลัง Episode III เสริมเนื้อหาช่วง Imperial Era ให้สมบูรณ์ขึ้น
ดาร์ธ เวเดอร์รับใช้จักรพรรดิปาลพาทีน/ดาร์ธ ซิเดียสในฐานะ Dark Side Apprentice ภายใต้กฎ Rule of Two ของซิธที่บังคับให้มีแค่ลอร์ดซิธสองคนเท่านั้น ความสัมพันธ์นี้เต็มไปด้วยความกลัวและการจัดการมากกว่าความจงรักภักดี
กับโอบีวัน เคโนบี ความสัมพันธ์ซับซ้อนที่สุดในซีรีส์ — ครู-ศิษย์ที่กลายเป็นศัตรู แต่ทั้งคู่ยังเข้าใจกันในระดับที่ไม่มีใครเข้าใจได้
กับลุค สกายวอล์คเกอร์ บุตรชาย — เส้นทางการไถ่บาปของอนาคินทั้งหมดผูกกับลุค ความรักที่เขามีต่อลุคเป็นพลังที่ดึงเขากลับสู่แสงสว่างในวาระสุดท้าย
กับกาแลกติกเอ็มไพร์ เวเดอร์เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดรองจากจักรพรรดิ มีอำนาจเหนือนายพลและแม่ทัพทั้งหมด ทหารและเจ้าหน้าที่ต่างเกรงกลัวเขาถึงขนาดที่การผิดพลาดอาจหมายถึงความตาย (อย่างที่เห็นในหลายฉากที่เขาใช้ Force Choke กับผู้บัญชาการที่ล้มเหลว)
ในเกมการ์ด Star Wars: Unlimited ดาร์ธ เวเดอร์ปรากฏในหลายรุ่นการ์ดและถือเป็นตัวละครที่มีจำนวนการ์ดมากที่สุดในเกม สะท้อนความสำคัญของตัวละครในแฟรนไชส์
การ์ดดาร์ธ เวเดอร์มักมี Cost สูงแต่ให้ stat และ ability ที่ทรงพลังสมราคา โดยเฉพาะ ability เกี่ยวกับการต่อสู้โดยตรงและการ Overwhelm ศัตรู เขาอยู่ในฝ่าย Villainy ซึ่งเป็น Dark Side และมักเข้าคู่กับการ์ด Imperial และ Sith ในดาดฟ้า
ในฐานะ Leader Unit เวเดอร์มีบทบาทสำคัญในการสร้าง Aggro หรือ Control deck ขึ้นอยู่กับการ์ดในรุ่น เขายังมีการ์ดประเภท Epic Action ที่ใช้ได้เพียงครั้งเดียวต่อเกมแต่ให้ผลกระทบสูงมาก สำหรับผู้เล่นที่ชื่นชอบฝ่าย Empire และ Dark Side การ์ดดาร์ธ เวเดอร์คือตัวเลือกแรกที่ต้องพิจารณา
ชื่อ 'ดาร์ธ เวเดอร์' ในร่างแรกของบทที่ George Lucas เขียนคือ 'Darth Vader' ซึ่งเป็นตัวร้ายแยกต่างหากจาก 'Annikin Starkiller' ตัวเอก ความคิดเรื่องเวเดอร์เป็นบิดาของลุคเพิ่งเกิดขึ้นในช่วงเขียนบท Episode V
เสียงหายใจอันเป็นเอกลักษณ์ของเวเดอร์สร้างโดย Ben Burtt นักออกแบบเสียงโดยใช้เสียงจากชุดดำน้ำ Dacor Regulator บันทึกในห้องน้ำเพื่อให้มีเสียงก้อง
นักแสดงในชุดเวเดอร์คือ David Prowse ชาวอังกฤษนักยกน้ำหนักระดับแชมป์ แต่เสียงพากย์ให้โดย James Earl Jones ซึ่งตัดสินใจไม่ขอเครดิตในสองภาคแรกเพราะคิดว่าเป็นบทบาทเล็ก จนต่อมากลายเป็นหนึ่งในเสียงที่โด่งดังที่สุดในโลก
ในฉาก 'I am your father' Mark Hamill บอกว่า David Prowse พูดไดอะล็อกอีกเวอร์ชันหนึ่งในกองถ่าย เสียงจริงถูกพากย์ทับในขั้นตอนหลังการถ่ายทำ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของ plot twist ที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์